วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

IRA หน่วยก่อการร้ายเพื่ออิสรภาพไอร์แลนด์

กลุ่มชาวคริสต์ไอริชนิกายคาทอลิก ซึ่งเริ่มกำเนิดมาจากกลุ่มเล็กๆ ที่คอยก่อความไม่สงบในปี ค.ศ.1916 และจัดตั้งองค์กรขึ้นทำงานในราวทศวรรษ 1920 ในฐานะของผู้อุทิศตนในทางมาร์กซิส ซึ่งมีเป้าหมายในการรวมไอร์แลนด์ให้เป็นชาติลัทธินิยมมาร์กซิส ต่อมาในปี ค.ศ.1969 กลุ่ม Irish Republican Army (IRA) ได้แตกออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่
๒.๑Official IRA ซึ่งเรียกร้องให้มีการเจรจาหยุดยิง และสิ้นสุดการใช้กำลังในปี ค.ศ.1969 ปัจจุบันไม่มีการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงอีก
๒.๒Provisional IRA อุทิศตัวสำหรับการต่อสู้เพื่อให้กองทัพสหราชอาณาจักรถอนกำลังทหารออกจาก Northern Ireland เทคนิคที่ใช้ในการก่อการร้าย ประกอบด้วย การวางระเบิด การลอบสังหาร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง และการปล้น เป้าหมายโจมตีของกลุ่ม Provisional IRA คือฝ่ายรัฐบาลของสหราชอาณาจักร กองทัพ ทหาร ตำรวจของอังกฤษในไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงกองกำลังชาวไอริชที่สนับสนุนหรือเข้าร่วมกับสหราชอาณาจักร การโจมตีส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือ Irish Republic, Great Britain และยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Provisional IRA หรือ PIRA ก็ได้ประกาศหยุดยิงในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ.1994




กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Irish Republican Army : IRA)
กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หรือ IRA เป็นชื่อขบวนการของชนกลุ่มน้อยชาวไอริส-คาทอลิกในดินแดนตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับกองกำลังทหารอังกฤษและชนส่วนใหญ่ชาวสก๊อต-โปรแตสแตนท์ ด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การซุ่มโจมตี การลอบสังหารการปล้นธนาคาร รวมทั้งการใช้ยุทธวิธีโดยการวางระเบิดเป้าหมายที่เป็นพลเรือนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี หรือตั้งแต่กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.. 2512 เพื่อกดดันให้อังกฤษถอนทหารออกจากไอร์แลนด์เหนือและยุติการปกครองของอังกฤษในเขตมณฑล 6 แห่งในไอร์แลนด์เหนือโดยต้องการเข้ารวมเป็นประเทศเดียวกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์(คาทอลิกซึ่งครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของเกาะ (สาธารณรัฐไอร์แลนด์แยกตัวออกจากเครือจักรภพบริติชและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอิสระ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.. 2491) กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) มีพรรคชาตินิยมไอริชชื่อ ซินเฟน (Sinn Fein) ซึ่งเป็นปีกการเมืองที่ต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันอย่างเปิดเผย

การที่กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพทหารอังกฤษและชนชาวชาวสก๊อต-โปรแตสแตนท์ส่วนใหญ่ในไอร์แลนด์เหนือมาได้ยาวนาน เนื่องจากกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) สามารถรักษาฐานมวลชนสนันสนุนที่เข้มแข็งไว้ได้ทั้งจากชุมชนไอริช-คาทอลิกในพื้นที่เอง และจากชุมชนไอริช-คาทอลิกพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในต่างแดน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเงินทุนอุดหนุนผ่านองค์กรบังหน้าที่เรียกว่า นอร์เอด สมาชิกของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA)มีความโดดเด่นอยู่ที่การมีอาวุธทันสมัยและมีความชำนาญสูง โดยที่องค์กรมีการจัดระบบเป็นหน่วยปฏิบัติการขนาดเล็กที่ประสานเชื่อมต่อกันอย่างรัดกุม ภายใต้การนำของสภากองทัพ (Army Council)
ในปี พ.. 2541 กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) และซินเฟน (Sinn Fein) ได้ประกาศสงบศึกโดยมีการลงนามในสนธิสัญญากับกลุ่มไอริชอื่นๆ และอังกฤษ แต่การโต้แย้งในประเด็นเรื่องการปลดอาวุธได้ทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพต้องล่าช้า จนทำให้สมาชิกบางคนของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ไม่พอใจและได้แยกตัวออกจากองค์กรใหญ่ในปี พ..2542 แล้วประกาศให้กลุ่มตนเองเป็นกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) แท้จริงแล้วกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ใหม่นี้ ได้ปฏิบัติการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการโจมตีหลักมักเป็นเจ้าหน้าที่ทางทหารของอังกฤษ นักการเมือง ผู้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกิจให้แก่รัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ สมาชิกของกองกำลังอาสาสมัคร Ulster (Ulster Volunteer Force) ตลอดจนประชาชน พลเรือนทั้งที่อยู่ในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ จากการปฏิบัติการของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากหลายพันคนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

European Terrorist Outfits



กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (Basque Homeland and Freedom : ETA)
กลุ่มกบฏชาวบาสก์ หรือ ETA เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดมาร์กซิสต์ ซึ่งนับเป็นองค์กรติดอาวุธที่มีศักยภาพมากที่สุดองค์กรหนึ่งของยุโรป กลุ่ม ETA ก่อตั้งขึ้นในปี พ.. 2502 โดยกลุ่มนักศึกษาที่ไม่พอใจกับแนวคิดชาตินิยมสายกลางของพรรคบาสก์เดิมเป้าหมายของกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสถาปนามาตุภูมิเอกราชในดินแดนส่วนที่เป็นของชาวบาสก์ที่มีจำนวนประชากรอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ในเขต 5 จังหวัดชายแดนของประเทศสเปนติดกับประเทศฝรั่งเศส

การปฏิบัติการของกลุ่มในระยะเริ่มต้นเป็นไปในลักษณะของการลอบวางระเบิดในเมืองต่างๆของประเทศสเปน หลังจากที่การปฏิบัติการของกลุ่ม ETA ล้มเหลวในปี พ.. 2504 หรือแผนการที่จะทำให้รถไฟที่บรรทุกทหารตกรางเกิดความล้มเหลวขึ้นประธานาธิบดี ฟรังโก (Franco) จึงทำการปราบปรามอย่างหนัก จนทำให้ผู้นำของกลุ่มหลายคนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970ผู้นำเหล่านั้นก็มีโอกาสกลับเข้ามาในประเทศอีกครั้งหลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี ฟรังโก ในปี พ.. 2519 โดยที่รัฐบาลประชาธิปไตยที่ขึ้นมาปกครองประเทศก็ยอมมอบการปกครองตนเองที่ค่อนข้างมากในดินแดนของชาวบาสก์ แม้กระนั้นก็ตาม กลุ่มกบฏชาวบาสก์ก็ยังไม่พอใจ
ต่อมาภายหลังกลุ่มกบฏชาวบาสก์ ได้ปฏิบัติการโจมตีเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของสเปนอีก ตลอดจนนักการเมืองซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวทำให้กลุ่มสูญเสียความนิยมจากประชาชนชาวบาสก์ไปในเดือนกรกฎาคม พ.. 2540 ชาวสเปนกว่า 6 ล้านคนได้รวมตัวกันบนท้องถนนเพื่อประณามความรุนแรงของกลุ่มกบฏชาวบาสก์ หรือ ETA อย่างไรก็ตามในเดือนกันยายน พ.. 2541ภายหลังจากมีการทำข้อตกลงสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA) จึงได้ประกาศแถลงการณ์พักรบแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งการประกาศนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือการมีท่าทียอมรับจากฝ่ายรัฐบาลสเปนแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA) จึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งนับจากเดือนธันวาคม พ.. 2541 เป็นต้นมา ส่งผลทำให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 800 คนต้องเสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของกลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA)นับจำนวนหลายพันคน โดยที่เงินทุนที่นำมาปฏิบัติการได้มาจากการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ การปล้นสะดมและการข่มขู่กรรโชกทรัพย์
กองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ (Layalist Volunteer Force (LVE) of
Northern Ireland)
กองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ เป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.. 2539 สมาชิกของกลุ่มประกอบด้วยชาวโปรแตสแตนท์ (Protestant) หัวรุนแรงซึ่งหาทางที่จะทำลายการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยวิธีทางการเมืองกับนักชาตินิยมชาวไอริช ดังนั้นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มกองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ (LVE) มักเป็นนักการเมืองชาวคาทอลิก(Catholic) ประชาชนพลเรือนและนักการเมืองโปรแตสแตนท์ โดยเฉพาะผู้ที่ยอมรับกระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ

2.4 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติไอริช (Irish National Liberation Army : INLA)
กองกำลังติดอาวุธแห่งพรรคสังคมนิยมสาธารณรัฐไอริชได้ปฏิบัติการในพื้นที่เขตเมืองในไอร์แลนด์เหนือ(INLA) เป็นกลุ่มขนาดเล็กแต่มีความแข็งแกร่ง โดยเป็นกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กับกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA)

2.5 กองพลน้อยแดงอิตาลี (Red Brigades : RB)
กลุ่มกองพลน้อยแดงเป็นกลุ่มที่นิยมแนวทางมาร์กซิสต์และเลนิน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแบ่งแยกประเทศอิตาลีออกจากการเป็นพันธมิตรตะวันตก กลุ่มกองพลน้อยแดงก่อตั้งขึ้นในปี พ.. 2512 โดยพัฒนามาจากขบวนการนักศึกษา ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ1980

2.6 แนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเคอร์สิกา (National Liberation Front Corsica : FLNC)
กลุ่มแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเคอร์สิกา (FLNC) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.. 2519 ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองเคอร์สิกาของประเทศฝรั่งเศส โดยต่อสู้กับรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อเรียกร้องเอกราช ปฏิบัติการโจมตีของกลุ่ม FLNC มุ่งเป้าไปที่เมืองเคอร์สิกาและเมืองอื่นๆของฝรั่งเศสที่ติดกับทะเลเมดิเตอu3619 .์เรเนียน อาทิ เมือง Marseille เมือง Nice และเมือง Toulon แต่ไม่ได้เข้าไปโจมตีในผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศฝรั่งเศสแต่อย่างใด แหล่งเงินทุนของกลุ่ม FLNC ส่วนมากมาจากการปล้นธนาคาร การขู่กรรโชกทรัพย์โดยเรียกเก็บภาษีและอาชญากรรมประเภทต่างๆ จากประชาชน

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 1980 และตอนต้นของศตวรรษที่ 1990 การเป็นปรปักษ์กันเองทางการเมืองภายในกลุ่ม FLNC ได้นำไปสู่การแตกแยก และในที่สุดก็แตกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ในระยะเริ่มต้นคือ กลุ่ม Canal Historique และกลุ่ม Canal Habitual ต่อมาภายหลังจึงแตกออกเป็นกลุ่มติดอาวุธต่างๆ อาทิ กลุ่ม Resistenza กลุ่ม Fronte Ribellee กลุ่ม Fronte Arms Revolutionary Corse และอื่นๆอีกมากมาย ในปี พ.. 2542 กลุ่ม Canal Historique ได้รวมเข้ากับกลุ่มใต้ดินบางกลุ่มและเรียกชื่อกลุ่มว่า FLNC อีกครั้งนับจากการก่อตั้งกลุ่ม FLNC และองค์กรติดอาวุธอื่นๆ ในพื้นที่เขตเมืองเคอร์สิกา ได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 220 คน จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ธนาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว อาคารสำนักงานตำรวจและทหาร ตลอดจนเป้าหมายทางสัญลักษณ์อื่นๆของพื้นที่ที่เรียกว่า รัฐอาณานิคม (Colonial Stateในพื้นที่เขตเคอร์สิกา

2.7 กลุ่มปฏิวัติประชาชนแห่งกรีซ (Revolutionary People Struggle (ELA) of Greece)
กลุ่มปฏิวัติประชาชนแห่งกรีซ (ELA) เป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัดที่พัฒนามาจากกลุ่มต่อต้านคณะทหารที่ยึดการปกครองประเทศกรีซ นับจากปี พ.. 2510 ถึงปี พ.. 2517 กลุ่ม ELA ก่อตั้งเมื่อปี พ.. 2514 โดยมีอุดมการณ์ต่อต้านแนวคิดทุนนิยมและจักรวรรดินิยม ซึ่งต่อต้านการครอบงำ การเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ข่มเหง กลุ่ม ELA เป็นกลุ่มที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาแบบสุดขั้ว และพยายามเรียกร้องถอดถอนกองกำลังทหารของสหรัฐให้ออกไปจากประเทศกรีซ นับจากปี พ.. 2517 กลุ่ม ELA ได้ปฏิบัติการโจมตีโดยระเบิดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกรีซ รวมถึงทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกา เชื่อกันว่ากลุ่ม ELA มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาวกรีซอื่นๆ เช่น May 1, Revolutionary Solidarity โดยที่ในปี พ.. 2534 กลุ่ม ELA และ May 1 ได้ร่วมมือกันวางระเบิดถึง 20ครั้ง

 การก่อการร้ายในสหรัฐฯ โดยการใช้เครื่องบินโดยสารเข้าชนตึกระฟ้าแฝด World Trade Center ในนครนิวยอร์กและอาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.. 2544 เป็นการตอกย้ำถึงภยันตรายที่คุกคามทั่วโลก และทำให้เครือข่ายก่อการร้าย Al Qaida และผู้นำ คือนาย Osama bin Laden เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้น ยังไม่มีการโจมตีในสหรัฐอเมริกาอีก แต่กลับไปมีการโจมตีครั้งใหญ่หลายครั้งในยุโรป ที่เด่นชัดคือ การวางระเบิดขบวนรถไฟในสเปนเมื่อเดือนมีนาคม พ.. 2547 และการวางระเบิดระบบขนส่งมวลชนในอังกฤษในปีต่อมา จากนั้นในปี พ.. 2549 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษและของสหรัฐสามารถทำลายแผนการวางระเบิดเครื่องบินโดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างอังกฤษกับสหรัฐหลายเที่ยวบิน กล่าวได้ว่าภูมิภาคยุโรปกำลังถูกคุกคามจากการก่อการร้ายมากขึ้น เนื่องจากชาวยุโรปมุสลิมแนวแข็งกร้าวไม่มีผู้นำ คนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายเอเชียใต้ เอนเอียงเข้าข้าง Al Qaida โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเครือข่ายก่อการร้ายดังกล่าวนี้หรือไม่ นอกเหนือจากเครือข่าย Al Qaidaของนายบิน ลาเดนแล้ว ยังมีกลุ่มก่อการร้ายอีก 6 กลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับนายบิน ลาเดน ได้แก่ อาทิ กลุ่มอิสลามิก ญิฮัด ของอียิปต์ ขบวนการอิสลามอุซเบกิสถาน กลุ่มกัมมา อัล-อิสลามิยาแห่งอียิปต์ กลุ่มอิสลามติดอาวุธแอลจีเรีย กลุ่มฮารากัต อัล-มูจาฮีดีน ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน กลุ่มอาบูเซยาฟ ในฟิลิปปินส์ และกลุ่มเจมาห์-อิสลามิยาห์ จากการลอบวางระเบิดที่บาหลี อินโดนีเซีย

สำหรับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ได้แก่ กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกชาวทมิฬในศรีลังกา กลุ่มแบ่งแยกดินแดนบาสก์ กลุ่มกองกำลังเพื่อปฏิรูปโคลัมเบีย (FARC) กองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพโคลัมเบีย(ELN) และกลุ่มพรรคแรงงานเคิร์ด (PKK) เป็นต้น
แนวโน้มการก่อการร้ายมีความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นได้ตั้งแต่ก่อนที่สงครามเย็นจะยุติ แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว ลักษณะการก่อการร้ายมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 ทศวรรษก่อนการยุติของสงครามเย็นนั้น การก่อการร้ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง และเรื่องของกลุ่มที่เชื่อมั่นในเรื่องของการปฏิวัติทางสังคมที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ ซึ่งผันตนจากแนวทางของสงครามกองโจรในชนบทไปสู่สงครามกองโจรในเมือง และบางส่วนก็ก้าวไปสู่แนวทางของสงครามกองโจรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงที่การก่อการร้ายขยายตัวในยุคสงครามเย็นนั้น ได้มีการปฏิบัติการรุนแรงขึ้น และเป็นเรื่องที่นักชาตินิยมแบ่งแยกดินแดนหันไปใช้ความรุนแรงโดยกระทำต่อรัฐบาลเป้าหมาย นอกจากนี้การก่อการร้ายในอีกลักษณะหนึ่งของยุคสงครามเย็นเป็นเรื่องของการก่อการร้ายโดยรัฐ ซึ่งอาจมี 2 ความหมาย ได้แก่ การที่รัฐใช้กลไกรัฐเข้าจัดการกับกลุ่มการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ โดยปฏิบัติการที่ขึ้นอยู่ในรูปของการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการอย่างลับๆ ซึ่งลักษณะของการก่อการร้ายโดยรัฐในการเมืองภายในเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์การเมืองในหลายประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่งของการก่อการร้ายโดยรัฐเป็นเรื่องของการที่รัฐใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้รัฐเป้าหมาย อาทิ กรณีที่บางประเทศในตะวันออกกลางให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มก่อการร้าย และใช้กลุ่มเหล่านี้ออกปฏิบัติการแทนตนในลักษณะของ “สงครามตัวแทน” (Proxy war) เช่นเดียวกับการก่อความไม่สงบในสงครามที่เกิดขึ้นในชนบทของประเทศโลกที่สามที่มีรัฐมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังในฐานะของการเป็นผู้สนับสนุนทั้งทางการเงินและอาวุธ
การก่อการร้ายในยุคหลังสงครามเย็นเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มุ่งประสงค์ในลักษณะการทำลายขนาดใหญ่ ดังเช่นในกรณีวันที่ 11 กันยายน ค.. 2001 (.. 2544) ที่อาคารเวิร์ลเทรด ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนกว่า 3,000 คน จาก 80 ประเทศ และทิศทางของการทำลายขนาดใหญ่ได้กลายเป็นแนวโน้มหลังของการก่อการร้ายในยุคหลัง 11 กันยายน อาทิ กรณีระเบิดในบาหลี และการจี้ตัวประกันในโรงละครมอสโก เป็นต้น
 ดังนั้นหากสรุปเหตุการณ์จากอดีต จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการก่อการร้ายในอนาคตจะปรากฏในรูปแบบทิศทางดังต่อไปนี้ ประการแรก การก่อการร้ายในอนาคตจะมีลักษณะของการทำลายล้างขนาดใหญ่ ประการที่สอง การก่อการร้ายในอนาคตอาจมีลักษณะเป็นSuper Terrorism เช่น อาจมีการใช้อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงในวงกว้าง ประการที่สาม การก่อการร้ายในอนาคตอาจมีการมีการใช้อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง ในลักษณะจำกัด และประการสุดท้าย การก่อการร้ายมีแรงจูงใจจากปัญหาทางศาสนา ความเกลียดชัง จนนำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่ง อันจะนำไปสู่แนวคิดของการทำลายล้างขนาดใหญ่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น