Budapest is the capital of Hungary. Hungary is located in the Central of Europe.In 1990 after the socialist era, Hungary began to improve. Budapest has a very old history and had many pain from this .Hungary joined to the Europian Union in 2004.
This video is about the heart of Hungary, Budapest.
Deutsch:
Budapest ist die Hauptstadt von Ungarn. Ungarn befindet sich in der Zentrale der Europe.In 1990 nach der sozialistischen Ära, Ungarn begann zu verbessern. Budapest hat eine sehr alte Geschichte und hatte viele Schmerzen aus diesem. Ungarn trat in die Europäische Union in 2004. Dieses Video ist über die Herzen von Ungarn, Budapest.
วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2554
http://www.siamintelligence.com/post-america-financial-system-from-1971-2011/
...สหรัฐฯ มีปัญหาเสียดุลการค้ารวมถึงทองคำสำรองไปให้ประเทศคู่ค้าหลักนั่นคือ ประเทศในยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น จนท้ายที่สุดนำมาสู่การยกเลิก Bretton woods ในปี 1971 และเกิดความตื่นตกใจในโลกการเงินอยู่นับทศวรรษ และท้ายที่สุดนำมาสู่การจัดตั้งกลุ่ม G5 ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีปัญหากันมาก่อนหน้านี้ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันตะวันตก และญี่ปุ่น
ประเทศเหล่านี้ก็ล้วนเป็นเจ้าของเงินตราสกุลหลักของโลกอยู่แล้ว และเป็นพันธมิตรกัน มีความสอดคล้องกันในทางการเมืองและความมั่นคง การรวมตัวกันตั้งเป็น G5 นั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 1974 หลังวิกฤตน้ำมันปี 1973 และนั่นทำให้เกิดโครงสร้างทางสถาบันเพื่อเข้ามาจัดการปัญหาหลังการล่มสลายของ Bretton Woods ในปี 1971..
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554
International Relations
คือ การแลกเปลี่ยนและการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นข้ามเชตพรมแดนของประเทศในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยรัฐเองหรือตัวแสดงใดๆที่ไม่ใช่รัฐ ในรูปแบบที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือวัตถุประสงค์อื่นๆที่ไม่ใช่การเมือง ในลักษณะความสัมพันธ์ที่ดีร่วมมือกัน หรือความสัมพันธ์ที่เลวขัดแย้งกัน ในมิติของ การเมือง การทูต การทหาร เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม มิติใดมิติหนึ่ง หรือหลายๆมิติพร้อมๆกันไป
นโยบาย
เจตนารมย์ของบุคคล หน่วยงาน ที่ได้แถลงออกมาว่าต้องการทำอะไรหรือไม่ทำอะไร หรือไม่ต้องการให้ผู้อื่นทำหรือไม่ทำอะไร
OFFICIAL ASPIRATIONS
Action
Course of Action - Choice
Standard for Decision Making (Objectives)
--------------
National Interest
1.National Survival---sovereignty
2.National Security
3.National Well-Being or National Economic Development
4.National Prestige
5.National Ideology
6.National Power
7.Regional and World Peace & Order
----------------
ทิศทางของนโยบายต่างประเทศ
Alignment Policy
- Pro-west, Pro-America
-Pro East, Pro-Communist
Non-Alignment Policy (Neutrality)
Isolation Policy
- Equidistant Policy
- Balance of Power + Interest Policy
- Omnidirectional Policy
- Turning Battle Fields to Markets
-
นโยบาย
เจตนารมย์ของบุคคล หน่วยงาน ที่ได้แถลงออกมาว่าต้องการทำอะไรหรือไม่ทำอะไร หรือไม่ต้องการให้ผู้อื่นทำหรือไม่ทำอะไร
OFFICIAL ASPIRATIONS
Action
Course of Action - Choice
Standard for Decision Making (Objectives)
--------------
National Interest
1.National Survival---sovereignty
2.National Security
3.National Well-Being or National Economic Development
4.National Prestige
5.National Ideology
6.National Power
7.Regional and World Peace & Order
----------------
ทิศทางของนโยบายต่างประเทศ
Alignment Policy
- Pro-west, Pro-America
-Pro East, Pro-Communist
Non-Alignment Policy (Neutrality)
Isolation Policy
- Equidistant Policy
- Balance of Power + Interest Policy
- Omnidirectional Policy
- Turning Battle Fields to Markets
-
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
สงครามค่าเงิน (ประภัสสร์ เทพชาตรี)
ตีพิมพ์ใน ไทยโพสต์ วันที่ 20 ตุลาคม 2553
ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการกดดันจีน
มาตรการแรกคือ ภายใต้กฎหมาย Omnibus Trade and Competitiveness Act ปี 1988 กำหนดว่า กระทรวงการคลังสหรัฐจะต้องทำรายงานเกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ ที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ เพื่อพิจารณาว่า รัฐบาลดังกล่าวมีนโยบายแทรกแซงและทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ (currency manipulator) ซึ่งหากประเทศใดถูกระบุว่า เป็นประเทศ currency manipulator ทางสภาคองเกรสจะออกมาตรการตอบโต้โดยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า
Fred Bergsten นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลโอบามา ได้เสนอให้สหรัฐหาแนวร่วมกับประเทศต่างๆ ในการกดดันจีน โดยเฉพาะจาก EU และมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
จากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐในเรื่องค่าเงินหยวนดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก โดยหลายๆ ประเทศมีแนวโน้มที่จะถอยห่างจากหลักการกลไกตลาดเสรี และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายปกป้องการค้า และกำลังจะเลียนแบบจีนในการแทรกแซงค่าเงินของตน
ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและบราซิล ได้มีมาตรการในการลดค่าเงิน และป้องกันไม่ให้ค่าเงินสูงขึ้น
สำหรับเงินยูโรก็มีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicolas Sarkozy ซึ่งกำลังจะรับหน้าที่ประธาน G20 ได้เสนอที่จะปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลก โดยเสนอให้กลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เคยใช้ในทศวรรษ 1970
สำหรับประเทศในเอเชียก็ได้รับผลกระทบทั่วหน้า จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนในครั้งนี้ โดยค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคขยับตัวสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ในขณะที่จีนไม่ยอมขึ้นค่าเงิน ทำให้ค่าเงินของประเทศในเอเชียต่อเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้นมาก ทำให้สินค้าส่งออกของประเทศเหล่านี้เสียเปรียบจีนมากขึ้น
นอกจากนี้ ที่เป็นผลเกี่ยวโยงกันคือการที่เงินทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากสหรัฐและยุโรปได้ ไหลทะลักเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทำให้มีการหวาดวิตกว่า จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุควิกฤติต้มยำกุ้ง
สำหรับประเทศไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยค่าเงินบาทได้เพิ่มค่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และมีการไหลทะลักของเงินทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างน่ากลัว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมองว่า ความร่วมมือในการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในระดับโลก จะเป็นหนทางในการป้องกันการทะลักเข้าของเงินทุนต่างชาติในไทยได้
------------------------------------
สงครามค่าเงิน
ในอดีต ระหว่าง Great Depression (1929-1941) เคยเกิดสงครามค่าเงินและการค้า
ครั้งสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก โดยหลังวิกฤตเริ่มขึ้นและตลาดหุ้นสหรัฐตกลงมาอย่างมา
ในปี 1929 ปัญหาได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกระดับ เมื่อรัฐสภาสหรัฐทนเสียงเรียกร้อง จากเกษตรกรที่ขอให้ออกมาช่วยปกป้องพวกเขาจากสินค้าเกษตรราคาถูกของโลกรวมถึงเสียงเรียกร้องจากสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ขอให้ช่วย ดูแลไม่ได้จึงได้ออกกฎหมายในปี 1930 เพื่อเพิ่มระดับกำแพงภาษีนำเข้าจาก 25.9% เป็น 50%และเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ในเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่ตามมาก็คือ “สงครามค่าเงิน”ผลพวงจากวิกฤตและมาตรการทางภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
ได้ส่งผลให้หลายประเทศที่เคยส่งออกได้และเกินดุลการค้าเริ่มขาดดุลแต่เนื่องจากประเทศเหล่านี้ผูกค่าเงินติดไว้กับทองคำ (Gold Standard)
เมื่อทองคำที่สะสมไว้ในทุนสำรองหรอยหรอลง ท้ายสุดเพื่อดูแลฐานะด้านต่างประเทศของตนประเทศต่างๆ จึงไม่มีทางเลือก ต้องตัดสินใจลดค่าเงิน
หรือออกจากการผูกค่าเงินไว้กับทองคำโดยมีประเทศแรก คือ อังกฤษ ในปี 1931และตามมาด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน ญี่ปุ่นในปีเดียวกันหลัง จากนั้น ประเทศที่ยังคงผูกติดค่าเงินไว้เริ่มตอบโต้ โดยการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าเช่นฝรั่งเศสเพิ่มภาษีนำเข้า 15% แคนาดา เยอรมัน เนเธอร์แลนด์เป็นต้น แต่ก็ไม่พอ
ท้ายสุด เกือบทุกประเทศก็ต้องออกจากการผูกค่าเงินไว้กับทองคำและลดค่าเงินลงเช่น สหรัฐในปี 1933 ท้ายสุด สงครามค่าเงินครั้งนั้นจบลงด้วยการประกาศออกจากมาตรฐานทองคำของฝรั่งเศสในปี 1936
และสัญญาระหว่างสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสที่สัญญาว่าจะไม่แข่งกันลดค่าเงิน และพยายามรักษาค่าเงินไว้ในระดับที่ตกลงกัน
ในช่วงที่ผ่านมา สหรัฐได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการกดดันจีน
มาตรการแรกคือ ภายใต้กฎหมาย Omnibus Trade and Competitiveness Act ปี 1988 กำหนดว่า กระทรวงการคลังสหรัฐจะต้องทำรายงานเกี่ยวกับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศ ที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ เพื่อพิจารณาว่า รัฐบาลดังกล่าวมีนโยบายแทรกแซงและทำให้ค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ (currency manipulator) ซึ่งหากประเทศใดถูกระบุว่า เป็นประเทศ currency manipulator ทางสภาคองเกรสจะออกมาตรการตอบโต้โดยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า
Fred Bergsten นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลโอบามา ได้เสนอให้สหรัฐหาแนวร่วมกับประเทศต่างๆ ในการกดดันจีน โดยเฉพาะจาก EU และมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่คือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
จากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐในเรื่องค่าเงินหยวนดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก โดยหลายๆ ประเทศมีแนวโน้มที่จะถอยห่างจากหลักการกลไกตลาดเสรี และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายปกป้องการค้า และกำลังจะเลียนแบบจีนในการแทรกแซงค่าเงินของตน
ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและบราซิล ได้มีมาตรการในการลดค่าเงิน และป้องกันไม่ให้ค่าเงินสูงขึ้น
สำหรับเงินยูโรก็มีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ทำให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศส Nicolas Sarkozy ซึ่งกำลังจะรับหน้าที่ประธาน G20 ได้เสนอที่จะปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลก โดยเสนอให้กลับไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เคยใช้ในทศวรรษ 1970
สำหรับประเทศในเอเชียก็ได้รับผลกระทบทั่วหน้า จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนในครั้งนี้ โดยค่าเงินของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคขยับตัวสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ในขณะที่จีนไม่ยอมขึ้นค่าเงิน ทำให้ค่าเงินของประเทศในเอเชียต่อเงินเหรียญสหรัฐสูงขึ้นมาก ทำให้สินค้าส่งออกของประเทศเหล่านี้เสียเปรียบจีนมากขึ้น
นอกจากนี้ ที่เป็นผลเกี่ยวโยงกันคือการที่เงินทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากสหรัฐและยุโรปได้ ไหลทะลักเข้าสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ทำให้มีการหวาดวิตกว่า จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุควิกฤติต้มยำกุ้ง
สำหรับประเทศไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดยค่าเงินบาทได้เพิ่มค่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และมีการไหลทะลักของเงินทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศอย่างน่ากลัว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และมองว่า ความร่วมมือในการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในระดับโลก จะเป็นหนทางในการป้องกันการทะลักเข้าของเงินทุนต่างชาติในไทยได้
------------------------------------
ข้อตกลง plaza accord -ข้อตกลงที่ญี่ปุ่นยอมเพิ่มค่าเงินเยนในการประชุม G7 เมื่อปี 1985
สงครามค่าเงิน
ในอดีต ระหว่าง Great Depression (1929-1941) เคยเกิดสงครามค่าเงินและการค้า
ครั้งสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก โดยหลังวิกฤตเริ่มขึ้นและตลาดหุ้นสหรัฐตกลงมาอย่างมา
ในปี 1929 ปัญหาได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกระดับ เมื่อรัฐสภาสหรัฐทนเสียงเรียกร้อง จากเกษตรกรที่ขอให้ออกมาช่วยปกป้องพวกเขาจากสินค้าเกษตรราคาถูกของโลกรวมถึงเสียงเรียกร้องจากสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ขอให้ช่วย ดูแลไม่ได้จึงได้ออกกฎหมายในปี 1930 เพื่อเพิ่มระดับกำแพงภาษีนำเข้าจาก 25.9% เป็น 50%และเป็นจุดเริ่มต้นของการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศต่างๆ ในเศรษฐกิจโลก
สิ่งที่ตามมาก็คือ “สงครามค่าเงิน”ผลพวงจากวิกฤตและมาตรการทางภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
ได้ส่งผลให้หลายประเทศที่เคยส่งออกได้และเกินดุลการค้าเริ่มขาดดุลแต่เนื่องจากประเทศเหล่านี้ผูกค่าเงินติดไว้กับทองคำ (Gold Standard)
เมื่อทองคำที่สะสมไว้ในทุนสำรองหรอยหรอลง ท้ายสุดเพื่อดูแลฐานะด้านต่างประเทศของตนประเทศต่างๆ จึงไม่มีทางเลือก ต้องตัดสินใจลดค่าเงิน
หรือออกจากการผูกค่าเงินไว้กับทองคำโดยมีประเทศแรก คือ อังกฤษ ในปี 1931และตามมาด้วย เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน ญี่ปุ่นในปีเดียวกันหลัง จากนั้น ประเทศที่ยังคงผูกติดค่าเงินไว้เริ่มตอบโต้ โดยการเพิ่มกำแพงภาษีนำเข้าเช่นฝรั่งเศสเพิ่มภาษีนำเข้า 15% แคนาดา เยอรมัน เนเธอร์แลนด์เป็นต้น แต่ก็ไม่พอ
ท้ายสุด เกือบทุกประเทศก็ต้องออกจากการผูกค่าเงินไว้กับทองคำและลดค่าเงินลงเช่น สหรัฐในปี 1933 ท้ายสุด สงครามค่าเงินครั้งนั้นจบลงด้วยการประกาศออกจากมาตรฐานทองคำของฝรั่งเศสในปี 1936
และสัญญาระหว่างสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสที่สัญญาว่าจะไม่แข่งกันลดค่าเงิน และพยายามรักษาค่าเงินไว้ในระดับที่ตกลงกัน
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ศัพท์การทูต (1)
New Diplomacy | |
การทูตแบบใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งแรก หรือตั้งแต่ ค.ศ. 1918 เป็นต้นมา ได้เกิดการทูตแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจาการทูตแบบเก่า อันได้ปฏิบัติกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี นักวิชาการบางท่านมีความเอนเอียงที่จะตำหนิว่า การที่เกิดสงครามโลกขึ้นนั้น เป็นเพราะการทูตประสบความล้มเหลวมากกว่าอย่างไรก็ดี บางท่านเห็นว่าแม้ส่วนประกอบของการทูตจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา แต่เนื้อหาหรือสาระสำคัญของการทูตยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่างการทูตแบบเก่ากับการทูตแบบใหม่อาจกล่าวได้ว่า มีปัจจัยสำคัญ ๆ อยู่สามประการ ที่มีอิทธิพลหรือบังเกิดผลโดยเฉพาะต่อวิธีการหรือทฤษฎีของการเจรจาระหว่างประเทศ กล่าวคือ ข้อแรก ชุมชนนานาชาติทั้งหลายเกิดการตื่นตัวมากขึ้น ข้อที่สอง ได้มีการเล็งเห็นความสำคัญของมติสาธารณะ ( Public Opinion) มากขึ้น และประการสุดท้าย เป็นเพราะการสื่อสารคมนาคมได้เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วอดีตนักการทูตผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอินเดีย ได้แสดงความไม่พอใจและรังเกียจความหยาบอย่างปราศจากหน่วยก้านของการดำเนินการทูตแบบใหม่ เช่น การโฆษณาชวนเชื่อเข้าใส่กัน การใช้ถ้อยคำในเชิงผรุสวาทต่อกัน การเรียกร้องกันอย่างดื้อ ๆ ขาดความละมุนละไมและประณีต อาทิเช่น การเรียกร้องข้ามหัวรัฐบาลไปยังประชาชนโดยตรงในค่ายของฝ่ายตรงกันข้ามการกระทำต่าง ๆ ที่จะให้รัฐบาลต้องเสียชื่อหรือขาดความน่าเชื่อถือ ตลอดจนการใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ห้ามไม่ให้ประชาชนติดต่อกันทางสังคม และอื่น ๆ เป็นต้น ที่มา : หนังสือคำศัพท์-คำย่อทางการทูต สถาบันการต่างประเทศ กต. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) | |
New World Order (NWO) | |
ระเบียบใหม่ของโลก คำนี้มีส่วนเกี่ยวพันกับอดีตประธานาธิบดียอร์ช บุช และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางใจสมัยหลังจากที่ประเทศอิรักได้ใช้กำลังทหารรุกรานประเทศคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1990 กล่าวคือ ประธานาธิบดียอร์ช บุช มีความวิตกห่วงใยว่า การที่สหรัฐอเมริกาแสดงปฏิกิริยาต่อการรุกรานของอิรักนี้ ไม่ควรจะให้โลกมองไปในแง่ที่ว่า เป็นการปฏิบัติการของสหรัฐแต่ฝ่ายเดียวหากควรจะมองว่าเป็นเรื่องของหลักความมั่นคงร่วมกัน (Collective Security ) ที่นำออกมาใช้ใหม่ในสมัยหลังสงครามเย็นในสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสภาร่วมทั้งสองของรัฐสภาอเมริกันเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1990 ประธานาธิบดีบุชได้วางหลักการง่าย ๆ 5 ข้อ ซึ่งประกอบเป็นโครงร่างของระเบียบใหม่ของโลก ตามระเบียบใหม่ของโลกนี้ โลกจะปลอดพ้นมากขึ้นจากการขู่เข็ญหรือการก่อการร้าย ให้ใช้มาตรการที่เข้มแข็งในการแสวงความยุติธรรม ตลอดจนให้บังเกิดความมั่นคงยิ่งขึ้นในการแสวงสันติสุข ซึ่งจะเป็นยุคที่ประชาชาติทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะอยู่ในภาคตะวันออก ตะวันตก ภาคเหนือหรือภาคใต้ ต่างมีโอกาสเจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียวแม้ว่าระเบียบใหม่ของโลก ดูจะยังไม่หลุดพ้นจากความคิดขั้นหลักการมาเป็นขั้นปฏิบัติอย่างจริงจังก็ตาม แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า อย่างน้อยก็เป็นการส่อให้เห็นเจตนาอันแน่วแน่ที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหลายให้มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้องค์การระหว่างประเทศมีฐานะเข้มแข็งขึ้น และให้กฎหมายระหว่างประเทศมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ต่อมา เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในด้านการเมืองของโลกระหว่างปี ค.ศ. 1989 ถึง ค.ศ. 1991 ทำให้หลายคนเชื่อกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกำลังผันไปสู่หัวเลี้ยวหัวต่อใหม่ กล่าวคือ ความล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปภาคตะวันออก อวสานของสหภาพโซเวียตในฐานะประเทศอภิมหาอำนาจ การยุติของกติกาสัญญาวอร์ซอว์และสงครามเย็น การรวมเยอรมนีเข้าเป็นประเทศเดียว และการสิ้นสุดของลัทธิอะพาไทด์ในแอฟริกาใต้ (คือลัทธิกีดกันและแบ่งแยกผิว) เหล่านี้ทำให้เกิด ?ศักราชใหม่? ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า บรรดาประเทศต่าง ๆ บัดนี้ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมากขึ้น องค์การสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงมีศักยภาพสูงขึ้น กำลังทหารมีประโยชน์น้อยลง เสียงที่กำลังกล่าวขวัญกันหนาหูเกี่ยวกับระเบียบใหม่ของโลกในขณะนี้ คือความพยายามที่จะปฏิรูปองค์การสหประชาติใหม่ และปรับกลไกเกี่ยวกับรักษาความมั่นคงร่วมกันให้เข้มแข็งขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สิทธิ์ยับยั้ง (Veto) ในคณะมนตรีความมั่นคง ควรจะเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ โดยจะให้สมาชิกที่มีอำนาจใช้สิทธิ์ยับยั้งนั้นได้แก่สมาชิกในรูปกลุ่มประเทศ (Blocs of States) แทนที่จะเป็นประเทศสมาชิกถาวร 5 ประเทศเช่นในปัจจุบันอย่างไรก็ดี การสงครามอ่าวเปอร์เซียถึงจะกระทำในนามของสหประชาชาติ แต่ฝ่ายที่รับหน้าที่มากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา แม่ว่าฝ่ายที่รับภาระทางการเงินมากที่สุดในการทำสงครามจะได้แก่ซาอุดิอาระเบียและญี่ปุ่นก็ตาม ถึงแม้ว่าคติของระเบียบใหม่ของโลกจะผันต่อไปในรูปใดก็ดี สิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ โลกจะยังคงต้องอาศัยพลังอำนาจ การเป็นผู้นำ และอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อไปอยู่นั่นเอง ที่มา : หนังสือคำศัพท์-คำย่อทางการทูต สถาบันการต่างประเทศ กต. (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2) | |
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ASEAN
1967 ASEAN established
Bangkok Declaration
1971 Declaration on Zone of Peace, Freedom, and Neutrality (ZOPFAN)
1976 Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia
Brunei (1984), Vietnam (1995), Laos and Myanmar (1997), Cambodia (1999)
1992 ASEAN FTA
1995 Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapons Free Zone
1997 ASEAN+3 and Chiang Mai Initiative (currency swap)
2003 Bali Concord II
ASEAN Security Community
ASEAN Economic Community
ASEAN Socio-Cultural Community
2005 ASEAN Eminent Persons Group
2008 ASEAN Charter in effect
ความร่วมมืออนุภูมิภาค
-Brunei Darussalam- Indonesia- Malaysia- Philippines East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)
-the Indonesia-Malaysia-Singapore Growth Triangle (IMS-GT)
-the West-East Corridor (WEC) of the Mekong Basin in Vietnam, Laos, Cambodia and Northeastern Thailand within the ASEAN Mekong Basin Development Cooperation scheme
หลังวิกฤตเศรษฐกิจ Hanoi Plan of Action (1998)
Demand ความต้องการร่วมมือกันเกิดขึ้นจากด้านบน (Top-down) ด้วยสาเหตุทางการเมืองและความมั่นคงในช่วงสงครามเย็น ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคเอกชน
แต่ละประเทศผลิตสินค้าคล้ายกัน
Supply : who will lead?
ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันยังมีอยู่
ความแตกต่างทางการเมืองและความคิดทำให้ผู้นำไม่ต้องการสละอำนาจและผลประโยชน์
Bangkok Declaration
1971 Declaration on Zone of Peace, Freedom, and Neutrality (ZOPFAN)
1976 Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia
Brunei (1984), Vietnam (1995), Laos and Myanmar (1997), Cambodia (1999)
1992 ASEAN FTA
1995 Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapons Free Zone
1997 ASEAN+3 and Chiang Mai Initiative (currency swap)
2003 Bali Concord II
ASEAN Security Community
ASEAN Economic Community
ASEAN Socio-Cultural Community
2005 ASEAN Eminent Persons Group
2008 ASEAN Charter in effect
ความร่วมมืออนุภูมิภาค
-Brunei Darussalam- Indonesia- Malaysia- Philippines East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)
-the Indonesia-Malaysia-Singapore Growth Triangle (IMS-GT)
-the West-East Corridor (WEC) of the Mekong Basin in Vietnam, Laos, Cambodia and Northeastern Thailand within the ASEAN Mekong Basin Development Cooperation scheme
หลังวิกฤตเศรษฐกิจ Hanoi Plan of Action (1998)
Demand ความต้องการร่วมมือกันเกิดขึ้นจากด้านบน (Top-down) ด้วยสาเหตุทางการเมืองและความมั่นคงในช่วงสงครามเย็น ไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคเอกชน
แต่ละประเทศผลิตสินค้าคล้ายกัน
Supply : who will lead?
ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันยังมีอยู่
ความแตกต่างทางการเมืองและความคิดทำให้ผู้นำไม่ต้องการสละอำนาจและผลประโยชน์
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554
European Integration
แนวคิดในการก่อตั้งสหภาพยุโรปเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะสร้างสันติภาพในทวีปยุโรป ไม่ให้ประเทศในยุโรปใช้ทรัพยากรในประเทศของตนทำสงครามระหว่างกัน ดังนั้น ในปี 1951 ประเทศในทวีปยุโรป 6 ประเทศ ได้แก่ เบลเยี่ยม เยอรมันตะวันตก ลักเซมเบอร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ จึงรวมตัวกันก่อตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กยุโรป (The European Coal and Steel Community – ECSC) ขึ้น ให้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับเหล็กและถ่านหินของประเทศสมาชิก
1952: European Coal and steel Community (ECSC)
มีข้อตกลงร่วมกันในการเปิดเสรีทางการค้าภายในกลุ่มเกี่ยวกับถ่านหินและเหล็ก รวมทั้งมีนโยบายด้านภาษีศุลกากรด้านนี้ต่อประเทศนอกกลุ่มร่วมกัน
1957: European Community(EC) Germany, France, Italy, Belgium, Luxembourg, and the Netherlands signed Treaty of Rome
1973: First Enlargement to include UK,Denmark,Ireland
1979: European Monetary System
1980's: Greece (1981) and Spain and Portugal (1986)
1992: European Monetary and Political Union (Maastricht Treaty)
1993: European Community---> European Union
1995: Austria, Finland, and Sweden joined the EU
2002: Euro currency introduced
2004: the Czech Republic, Hungary, Poland, Slovakia, Estonia, Latvia, Lithuania, Slovenia, Cyprus, and Malta joined the EU
2007: Bulgaria and Romania joined the EU
Convergence
กฎการเข้าสู่ EMU ของสมาชิกใหม่ โดย commission และ ธนาคารกลางของยุโรป
-government deficit/GDP ต้องไม่เกิน3% และ government debt/GDP ต้องไม่เกิน 60%
-มีระดับเงินเฟ้อที่ไม่สูงกว่าสามประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในสหภาพเกิน 1.5%
-มีอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงกว่าสามประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในสหภาพเกิน 2%
-มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ไม่ผันผวนรุนแรงในช่วงสองปีก่อนหน้า
โดยมี structural fund and cohesion fund (environment and transport infrastructure) to help reduce development disparities
Treaty of establishing European Coal and Steel Community (1951)
Treaty of Rome (1957)
Treaty on European Union Union (Maastricht 1992)
Treaty of Lisbon (2007)
Treaty of Lisbon
บังคับใช้ 1 ธันวาคม2009
- ปรับโครงสร้างสภายุโรป
- President of the European Council
- civil,political,economic, and social right
- High Representative for the Union in Foreign Affairs and Security Policy ซึ่งจะดำรงตำแหน่ง Vice-President of the Commission และเป็นประธาน the External Relations Council
>>Catherine Margaret Ashton
Demand: ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลยุโรปประสบปัญหาเศรษฐกิจ
ภาคเอกชนเป็นตัวเข้ามาช่วยหาทุนซ่อมแซมประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเห็นความจำเป็นในการก่อตั้งหน่วยงานหรือองค์กรเพื่อลด Transaction cost
Supply: รัฐบาลยุโรปสนับสนุนความคิดของเหล่าภาคธุรกิจ
FR,Germany ยินดีเป็นผู้นำในการก่อตั้ง ECSC
------------------------------------------
หลักเกณฑ์สำหรับการรับสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งมีทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยกำหนดให้ประเทศที่จะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องมีคุณสมบัติ 5 ประการ ที่เรียกว่า เกณฑ์โคเปนเฮเกน (Copenhagen Criteria) ได้แก่
1. มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ เคารพในหลักสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองชนกลุ่มน้อย
2. มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) ที่สามารถรองรับแรงกดดันจากการแข่งขันภายในตลาดเดียวของสหภาพยุโรปได้
3. สามารถปฏิบัติตามสิทธิและหน้าที่ในฐานะประเทศสมาชิก ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของสหภาพยุโรป
4. ยึดถือเป้าหมายในการบรรลุความเป็นสหภาพทางการเมืองและสหภาพเศรษฐกิจและการเงินของสหภาพยุโรป
5. การรับประเทศสมาชิกใหม่จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบการบูรณาการยุโรป
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การเคลื่อนไหวทางสังคม
Civil Society-- ประชาสังคม
เครือข่าย กลุ่ม สมาคม ชุมชน ที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างรัฐกับปัจเจกชน
Social movement-- การกระทำรวมหมู่ของกลุ่มคนที่มีเป้าหมายบางอย่างร่วมกันเพื่อผลักดันสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการหรือเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
ประชาสังคมในฐานะที่เป็นกลุ่ม/องค์กรอาสาสมัคร และ ในฐานะที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
1. กลุ่มหรือองค์กรอาสาสมัครจะมองรัฐในแง่ดี ตามวิธีคิดของสำนัก Pluralism ส่วนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่จะตั้งข้อสงสัยกับความเป็นกลางและความสามารถของรัฐในการตอบสนองความต้องการของประชาชน
2. องค์กรอาสาสมัครมีฐานอยู่ที่ Community ส่วน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่มีฐานที่ Public sphere
3. องค์กรอาสาสมัครมีภาพความเป็นพลเมืองที่ขยันขันแข็งในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมของชุมชน ขบวนการใหม่มีความตื่นตัว จิตสำนึกทางการเมืองสูง civil disobedience การใช้สิทธิในการไม่เชื่อฟังรัฐของประชาชน
เครือข่าย กลุ่ม สมาคม ชุมชน ที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างรัฐกับปัจเจกชน
Social movement-- การกระทำรวมหมู่ของกลุ่มคนที่มีเป้าหมายบางอย่างร่วมกันเพื่อผลักดันสังคมให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการหรือเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของกลุ่มคนที่เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
ประชาสังคมในฐานะที่เป็นกลุ่ม/องค์กรอาสาสมัคร และ ในฐานะที่เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
1. กลุ่มหรือองค์กรอาสาสมัครจะมองรัฐในแง่ดี ตามวิธีคิดของสำนัก Pluralism ส่วนขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่จะตั้งข้อสงสัยกับความเป็นกลางและความสามารถของรัฐในการตอบสนองความต้องการของประชาชน
2. องค์กรอาสาสมัครมีฐานอยู่ที่ Community ส่วน ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่มีฐานที่ Public sphere
3. องค์กรอาสาสมัครมีภาพความเป็นพลเมืองที่ขยันขันแข็งในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมของชุมชน ขบวนการใหม่มีความตื่นตัว จิตสำนึกทางการเมืองสูง civil disobedience การใช้สิทธิในการไม่เชื่อฟังรัฐของประชาชน
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
การทูต
สมัยไบแซนไทน์
วิธีการ - ยุยงให้เกิดศัตรูในหมู่ศัตรู
- ทำให้ผู้คนในเมืองหนเาด่านเป็นฝ่ายตนด้วยการซื้อตัว
- เปลี่ยนศาสนาให้กลายเป็นคริสเตียน
การทูตสมัยใหม่พัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษที่สิบห้าในรัฐอิตาลี เกิด Permanent ambassador
เป็นทางการใน Congress of Vienna 1815
Old diplomacy การทูตแบบดั้งเดิม
- a system of intercourse between the government of sovereignty states
- relied exclusively on the exchange of ambassadors or ministers charged by their respective government
New Diplomacy หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
- สงครามเป็นคำตอบสุดท้าย
- การทูตแบบพหุภาคีมากขึ้น
- open cooperation
- collective security
- International organisations
งานของนักการทูต
- representation
- listening post
- laying groundwork/preparing the basis for a policy or new initiatives
- reducing friction
- management of change
- creation,drafting, and amendment of a wide body of international rules
วิธีการ - ยุยงให้เกิดศัตรูในหมู่ศัตรู
- ทำให้ผู้คนในเมืองหนเาด่านเป็นฝ่ายตนด้วยการซื้อตัว
- เปลี่ยนศาสนาให้กลายเป็นคริสเตียน
การทูตสมัยใหม่พัฒนาขึ้นในช่วงศตวรรษที่สิบห้าในรัฐอิตาลี เกิด Permanent ambassador
เป็นทางการใน Congress of Vienna 1815
Old diplomacy การทูตแบบดั้งเดิม
- a system of intercourse between the government of sovereignty states
- relied exclusively on the exchange of ambassadors or ministers charged by their respective government
New Diplomacy หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
- สงครามเป็นคำตอบสุดท้าย
- การทูตแบบพหุภาคีมากขึ้น
- open cooperation
- collective security
- International organisations
งานของนักการทูต
- representation
- listening post
- laying groundwork/preparing the basis for a policy or new initiatives
- reducing friction
- management of change
- creation,drafting, and amendment of a wide body of international rules
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554
นโยบายสาธารณะและการวางแผน
ความหมาย
1. กิจกรรมที่ทำโดยรัฐบาลซึ่งครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดของรัฐบาล (Ira Sharkansky)
2. สิ่งที่รัฐบาลเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ (Thomas R.Dye)
“กิจกรรมของรัฐบาลที่เลือกจะกระทำหรือไม่กระทำโดยมุ่งถึงค่านิยมและผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม
เป็นสำคัญโดยเน้นข้อบัญญัติที่ชอบด้วยกฎหมาย”
ประเภทของนโยบายสาธารณะ
- นโยบายมุ่งเน้นขอบเขตเฉพาะด้าน (การเมือง บริหาร เศรษฐกิจ สังคม) และนโยบายมุ่งเน้นสถาบัน
กำหนดนโยบาย (นิติ บริหาร ตุลาการ)
- นโยบายมุ่งเน้นเนื้อหาสาระ (สร้างทางด่วน สร้างเขื่อน) และนโยบายมุ่งเน้นขั้นตอนการปฏิบัติ (ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ)
- นโยบายมุ่งเน้นการควบคุมโดยรัฐ (อาวุธปืน การพนัน ลดอุบัติเหตุจากการขี่รถจักรยานยนต์) และนโยบายมุ่งเน้นการควบคุมตนเอง (พรบ.วิชาชีพเภสัชกรรม ทนายความ)
- นโยบายมุ่งเน้นการกระจายผลประโยชน์ (นโยบายการแก้ปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) และนโยบายมุ่งเน้นการกระจายความเป็นธรรม เช่น นโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน นโยบายการจัดตั้งธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์
- นโยบายมุ่งเน้นเชิงวัตถุ (นโยบายช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย นโยบายปรับปรุงชุมชนแออัด) และนโยบายมุ่งเน้นเชิงสัญลักษณ์ (นโยบายรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม นโยบายส่งเสริมเอกลักษณ์
ไทย)
- นโยบายมุ่งเน้นลักษณะเสรีนิยม (การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น) และนโยบายมุ่งเน้นลักษณะอนุรักษ์นิยม (นโยบายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเพื่อผูกขาดสินค้าและบริการ)
- นโยบายมุ่งเน้นลักษณะสินค้าสาธารณะ (นโยบายป้องกันประเทศ นโยบายควบคุมจราจร) สินค้าเอกชน (การเก็บขยะของเทศบาล การไปรษณีย์โทรเลข)
ตัวแบบนโยบายสาธารณะ
๑. ตัวแบบชนชั้นนำ
ชนชั้นปกครองมีอำนาจในการตัดสินนโยบาย
ข้าราชการทำหน้าที่เพียงนำนโยบายที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นนำไปสู่ประชาชน
นโยบายสาธารณะถูกครอบงำโดยชนชั้นนำ
๒.ตัวแบบดุลยภาพระหว่างกลุ่ม
คนในสังคมประกอบไปด้วยกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์
กลุ่มอิทธิพลมุ่งเรียกร้องการรักษาความเป็นธรรมของสังคม
กลุ่มผลประโยชน์มุ่งรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของตนเพื่อป้องกันการละเมิด
นโยบายจึงเป็นผลผลิตของดุลยภาพระหว่างกลุ่ม
๓.ตัวแบบเชิงระบบ
David Easton การเมืองต้องดำรงอยู่อย่างเป็นระบบ
นโยบายสาธารณะคือ ผลผลิตของระบอบการเมืองซึ่งเกิดจากอำนาจในการจัดสรรค่านิยมหรืออำนาจในการตัดสินใจนโยบายของระบบการเมือง
-ความต้องการของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง เช่น การศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ
-การสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย การชำระภาษี
๔.ตัวแบบสถาบัน
นโยบายสาธารณะ คือ ผลผลิตของระบบสถาบันการเมือง (นิติ บริหาร ตุลาการ)
ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายสาธารณะกับสถาบันราชการจะดำเนินไปอย่างใกล้ชิดคือ นโยบายจะไม่มีผลเป็นนโยบายสาธารณะจนกว่านโยบายจะได้รับความเห็นชอบและถูกนำไปปฏิบัติ และบังคับใช้โดยสถาบันราชการที่รับผิดชอบ
-สถาบันราชการเป็นผู้รับรองความชอบธรรมของนโยบาย(ข้อผูกพันทางกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติ) , มีลักษณะครอบคลุมทั้งสังคม, รัฐบาลเป็นผู้ผูกขาดอำนาจการบังคับใช้
๕.ตัวแบบกระบวนการ
-สถาบันราชการเป็นผู้รับรองความชอบธรรมของนโยบาย(ข้อผูกพันทางกฎหมายที่ประชาชนต้องปฏิบัติ) , มีลักษณะครอบคลุมทั้งสังคม, รัฐบาลเป็นผู้ผูกขาดอำนาจการบังคับใช้
๕.ตัวแบบกระบวนการ
จำแนกปัญหา--จัดทำทางเลือกนโยบาย--ให้ความเห็นชอบนโยบาย--ปฏิบัติ--ประเมินผล
๖.ตัวแบบหลักเหตุผล
ระบบข้อมูลและการวิเคราะห์
๗.ตัวแบบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน
๖.ตัวแบบหลักเหตุผล
ระบบข้อมูลและการวิเคราะห์
๗.ตัวแบบการเปลี่ยนแปลงจากเดิมบางส่วน
Peace in the Middle East: From Camp David to Oslo (International Bargaining)
มีอะไรในตะวันออกกลาง
- ความขัดแย้งอาหรับอิสราเอล
- Pan-Arabism
- การแก่งแย่งดินแดน ทรัพยากร ความเป็นผู้นำ
- เศรษฐกิจไม่เอื้อต่อความร่วมมือ
- การแทรกแซงของสหรัฐ
- rentier state พึ่งพาน้ำมัน
- ความยากจน
22 November 1967
Resolution242: withdrawal of Islaeli armed forces and termination of all claim
22October1973
Resolution338: Resolution242 and cease-fire negotiation
Jimmy Carter มุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลางตั้งแต่ขึ้นเป็น President 20 Jan 1977
ตัดสินใจเปลี่ยนจากการเจรจาแบบทวิภาคี ค่อยๆเป็นแบบพหุภาคีและครอบคลุมมากขึ้น
คาร์เตอร์ไปพบกับ Anwar Sadat of Egypt
King Hussein of Jordan
Hafez al-Assad of Syria
Yitzhak Rabin of Israel
และเห็นว่าเบกิน นายกคนใหม่อิสราเอลที่มาแทนราบินเป็นคนหัวแข็ง ส่วนซาดัตพูดคุยกันรู้เรื่อง
The Sadat Peace Initiative = Sadat ไปเยือนอิสราเอล พฤษภาคม 1977 และเริ่มเปิดทางสู่การเจรจาด้วยการประกาศจุดยืนว่าต้องการดินแดนอาหรับคืนให้แก่ประเทศต่างๆเพื่อแลกกับสันติภาพระหว่างอาหรับ อิสราเอล และจะไม่ตกลงกันแบบทวิภาคี ถ้าอิสราเอลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของประเทศอาหรับอื่นๆ
Camp David: การเจรจาช่วง 5-13 Sep 1978
Shuttle Diplomacy: ส่งต่อข้อความให้อีกฝ่ายได้รับ
ปัญหาใหญ่ของประเด็นการเจรจาคือ การโยกย้ายคนอิสราเอลที่ตั้งรกรากในเขตไซไน และอนาคตของเวสต์แบงค์
สรุป แยกออกเป็นสองข้อตกลง
- ความขัดแย้งอาหรับอิสราเอล
- Pan-Arabism
- การแก่งแย่งดินแดน ทรัพยากร ความเป็นผู้นำ
- เศรษฐกิจไม่เอื้อต่อความร่วมมือ
- การแทรกแซงของสหรัฐ
- rentier state พึ่งพาน้ำมัน
- ความยากจน
22 November 1967
Resolution242: withdrawal of Islaeli armed forces and termination of all claim
22October1973
Resolution338: Resolution242 and cease-fire negotiation
Jimmy Carter มุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลางตั้งแต่ขึ้นเป็น President 20 Jan 1977
ตัดสินใจเปลี่ยนจากการเจรจาแบบทวิภาคี ค่อยๆเป็นแบบพหุภาคีและครอบคลุมมากขึ้น
คาร์เตอร์ไปพบกับ Anwar Sadat of Egypt
King Hussein of Jordan
Hafez al-Assad of Syria
Yitzhak Rabin of Israel
และเห็นว่าเบกิน นายกคนใหม่อิสราเอลที่มาแทนราบินเป็นคนหัวแข็ง ส่วนซาดัตพูดคุยกันรู้เรื่อง
The Sadat Peace Initiative = Sadat ไปเยือนอิสราเอล พฤษภาคม 1977 และเริ่มเปิดทางสู่การเจรจาด้วยการประกาศจุดยืนว่าต้องการดินแดนอาหรับคืนให้แก่ประเทศต่างๆเพื่อแลกกับสันติภาพระหว่างอาหรับ อิสราเอล และจะไม่ตกลงกันแบบทวิภาคี ถ้าอิสราเอลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของประเทศอาหรับอื่นๆ
Camp David: การเจรจาช่วง 5-13 Sep 1978
Shuttle Diplomacy: ส่งต่อข้อความให้อีกฝ่ายได้รับ
ปัญหาใหญ่ของประเด็นการเจรจาคือ การโยกย้ายคนอิสราเอลที่ตั้งรกรากในเขตไซไน และอนาคตของเวสต์แบงค์
สรุป แยกออกเป็นสองข้อตกลง
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ความสัมพันธ์ไทย เวียดนาม
สมัยโบราณ
ความสัมพันธ์ทางการค้า
ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจเหนืออาณาจักรเขมร
สมัยสงครามเย็น
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต หลังเวียดนามใต้รวมเวียดนามเหนือภายใต้ชื่อ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปี ๑๙๗๖
ช่วงปี ๑๙๗๖ ถึง ๑๙๙๐
ความสัมพันธ์ตึงเครียด
เวียดนามทำสงครามบุกยึดกัมพูชาในปี ๗๘ ถึง ๘๘
ถอนทหารปี ๑๙๘๙ เริ่มปรับความสัมพันธ์
นโยบายปรับสนามรบเป็นสนามการค้าของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
หลังสงครามเย็น ๑๙๙๐ ถึง ๒๐๐๐
ความสัมพันธ์อันดี
นายอานันท์ ปันยารชุน
2000
ทักษิณ มิติใหม่แห่งความสัมพันธ์ใกล้ชิด
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
การเร่งแก้ไขปัญหาญวณอพยพ การเปิดหมู่บ้านมิตรภาพไทย เวียดนาม
กรณีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม
ความสัมพันธ์ทางการค้า
ความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจเหนืออาณาจักรเขมร
สมัยสงครามเย็น
การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต หลังเวียดนามใต้รวมเวียดนามเหนือภายใต้ชื่อ
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ปี ๑๙๗๖
ช่วงปี ๑๙๗๖ ถึง ๑๙๙๐
ความสัมพันธ์ตึงเครียด
เวียดนามทำสงครามบุกยึดกัมพูชาในปี ๗๘ ถึง ๘๘
ถอนทหารปี ๑๙๘๙ เริ่มปรับความสัมพันธ์
นโยบายปรับสนามรบเป็นสนามการค้าของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
หลังสงครามเย็น ๑๙๙๐ ถึง ๒๐๐๐
ความสัมพันธ์อันดี
นายอานันท์ ปันยารชุน
2000
ทักษิณ มิติใหม่แห่งความสัมพันธ์ใกล้ชิด
หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
การเร่งแก้ไขปัญหาญวณอพยพ การเปิดหมู่บ้านมิตรภาพไทย เวียดนาม
กรณีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม
IRA หน่วยก่อการร้ายเพื่ออิสรภาพไอร์แลนด์
กลุ่มชาวคริสต์ไอริชนิกายคาทอลิก ซึ่งเริ่มกำเนิดมาจากกลุ่มเล็กๆ ที่คอยก่อความไม่สงบในปี ค.ศ.1916 และจัดตั้งองค์กรขึ้นทำงานในราวทศวรรษ 1920 ในฐานะของผู้อุทิศตนในทางมาร์กซิส ซึ่งมีเป้าหมายในการรวมไอร์แลนด์ให้เป็นชาติลัทธินิยมมาร์กซิส ต่อมาในปี ค.ศ.1969 กลุ่ม Irish Republican Army (IRA) ได้แตกออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่
๒.๑Official IRA ซึ่งเรียกร้องให้มีการเจรจาหยุดยิง และสิ้นสุดการใช้กำลังในปี ค.ศ.1969 ปัจจุบันไม่มีการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงอีก
๒.๒Provisional IRA อุทิศตัวสำหรับการต่อสู้เพื่อให้กองทัพสหราชอาณาจักรถอนกำลังทหารออกจาก Northern Ireland เทคนิคที่ใช้ในการก่อการร้าย ประกอบด้วย การวางระเบิด การลอบสังหาร การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง และการปล้น เป้าหมายโจมตีของกลุ่ม Provisional IRA คือฝ่ายรัฐบาลของสหราชอาณาจักร กองทัพ ทหาร ตำรวจของอังกฤษในไอร์แลนด์เหนือ รวมถึงกองกำลังชาวไอริชที่สนับสนุนหรือเข้าร่วมกับสหราชอาณาจักร การโจมตีส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือ Irish Republic, Great Britain และยุโรปตะวันตก อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Provisional IRA หรือ PIRA ก็ได้ประกาศหยุดยิงในเดือนสิงหาคมปี ค.ศ.1994
European Terrorist Outfits
Northern Ireland )
กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Irish Republican Army : IRA)
กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ หรือ IRA เป็นชื่อขบวนการของชนกลุ่มน้อยชาวไอริส-คาทอลิกในดินแดนตอนเหนือของเกาะไอร์แลนด์ที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับกองกำลังทหารอังกฤษและชนส่วนใหญ่ชาวสก๊อต-โปรแตสแตนท์ ด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การซุ่มโจมตี การลอบสังหารการปล้นธนาคาร รวมทั้งการใช้ยุทธวิธีโดยการวางระเบิดเป้าหมายที่เป็นพลเรือนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี หรือตั้งแต่กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 เพื่อกดดันให้อังกฤษถอนทหารออกจากไอร์แลนด์เหนือและยุติการปกครองของอังกฤษในเขตมณฑล 6 แห่งในไอร์แลนด์เหนือโดยต้องการเข้ารวมเป็นประเทศเดียวกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์(คาทอลิก) ซึ่งครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของเกาะ (สาธารณรัฐไอร์แลนด์แยกตัวออกจากเครือจักรภพบริติชและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอิสระ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2491) กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) มีพรรคชาตินิยมไอริชชื่อ ซินเฟน (Sinn Fein) ซึ่งเป็นปีกการเมืองที่ต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกันอย่างเปิดเผย
การที่กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพทหารอังกฤษและชนชาวชาวสก๊อต-โปรแตสแตนท์ส่วนใหญ่ในไอร์แลนด์เหนือมาได้ยาวนาน เนื่องจากกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) สามารถรักษาฐานมวลชนสนันสนุนที่เข้มแข็งไว้ได้ทั้งจากชุมชนไอริช-คาทอลิกในพื้นที่เอง และจากชุมชนไอริช-คาทอลิกพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในต่างแดน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเงินทุนอุดหนุนผ่านองค์กรบังหน้าที่เรียกว่า นอร์เอด สมาชิกของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA)มีความโดดเด่นอยู่ที่การมีอาวุธทันสมัยและมีความชำนาญสูง โดยที่องค์กรมีการจัดระบบเป็นหน่วยปฏิบัติการขนาดเล็กที่ประสานเชื่อมต่อกันอย่างรัดกุม ภายใต้การนำของสภากองทัพ (Army Council)
ในปี พ.ศ. 2541 กลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) และซินเฟน (Sinn Fein) ได้ประกาศสงบศึกโดยมีการลงนามในสนธิสัญญากับกลุ่มไอริชอื่นๆ และอังกฤษ แต่การโต้แย้งในประเด็นเรื่องการปลดอาวุธได้ทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพต้องล่าช้า จนทำให้สมาชิกบางคนของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ไม่พอใจและได้แยกตัวออกจากองค์กรใหญ่ในปี พ.ศ.2542 แล้วประกาศให้กลุ่มตนเองเป็นกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) แท้จริงแล้วกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ใหม่นี้ ได้ปฏิบัติการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการโจมตีหลักมักเป็นเจ้าหน้าที่ทางทหารของอังกฤษ นักการเมือง ผู้ปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกิจให้แก่รัฐบาลไอร์แลนด์เหนือ สมาชิกของกองกำลังอาสาสมัคร Ulster (Ulster Volunteer Force) ตลอดจนประชาชน พลเรือนทั้งที่อยู่ในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์เหนือ จากการปฏิบัติการของกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA) ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากหลายพันคนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (Basque Homeland and Freedom : ETA)
กลุ่มกบฏชาวบาสก์ หรือ ETA เป็นกลุ่มที่มีอุดมการณ์ชาตินิยมและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดมาร์กซิสต์ ซึ่งนับเป็นองค์กรติดอาวุธที่มีศักยภาพมากที่สุดองค์กรหนึ่งของยุโรป กลุ่ม ETA ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502 โดยกลุ่มนักศึกษาที่ไม่พอใจกับแนวคิดชาตินิยมสายกลางของพรรคบาสก์เดิมเป้าหมายของกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสถาปนามาตุภูมิเอกราชในดินแดนส่วนที่เป็นของชาวบาสก์ที่มีจำนวนประชากรอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ในเขต 5 จังหวัดชายแดนของประเทศสเปนติดกับประเทศฝรั่งเศส
การปฏิบัติการของกลุ่มในระยะเริ่มต้นเป็นไปในลักษณะของการลอบวางระเบิดในเมืองต่างๆของประเทศสเปน หลังจากที่การปฏิบัติการของกลุ่ม ETA ล้มเหลวในปี พ.ศ. 2504 หรือแผนการที่จะทำให้รถไฟที่บรรทุกทหารตกรางเกิดความล้มเหลวขึ้นประธานาธิบดี ฟรังโก (Franco) จึงทำการปราบปรามอย่างหนัก จนทำให้ผู้นำของกลุ่มหลายคนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970ผู้นำเหล่านั้นก็มีโอกาสกลับเข้ามาในประเทศอีกครั้งหลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี ฟรังโก ในปี พ.ศ. 2519 โดยที่รัฐบาลประชาธิปไตยที่ขึ้นมาปกครองประเทศก็ยอมมอบการปกครองตนเองที่ค่อนข้างมากในดินแดนของชาวบาสก์ แม้กระนั้นก็ตาม กลุ่มกบฏชาวบาสก์ก็ยังไม่พอใจ
ต่อมาภายหลังกลุ่มกบฏชาวบาสก์ ได้ปฏิบัติการโจมตีเจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของสเปนอีก ตลอดจนนักการเมืองซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวทำให้กลุ่มสูญเสียความนิยมจากประชาชนชาวบาสก์ไปในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 ชาวสเปนกว่า 6 ล้านคนได้รวมตัวกันบนท้องถนนเพื่อประณามความรุนแรงของกลุ่มกบฏชาวบาสก์ หรือ ETA อย่างไรก็ตามในเดือนกันยายน พ.ศ. 2541ภายหลังจากมีการทำข้อตกลงสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ (Northern Ireland) กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA) จึงได้ประกาศแถลงการณ์พักรบแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งการประกาศนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือการมีท่าทียอมรับจากฝ่ายรัฐบาลสเปนแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้กลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA) จึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งนับจากเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา ส่งผลทำให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 800 คนต้องเสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของกลุ่มกบฏชาวบาสก์ (ETA)นับจำนวนหลายพันคน โดยที่เงินทุนที่นำมาปฏิบัติการได้มาจากการลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่ การปล้นสะดมและการข่มขู่กรรโชกทรัพย์
กองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ (Layalist Volunteer Force (LVE) of
กองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ เป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 สมาชิกของกลุ่มประกอบด้วยชาวโปรแตสแตนท์ (Protestant) หัวรุนแรงซึ่งหาทางที่จะทำลายการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยวิธีทางการเมืองกับนักชาตินิยมชาวไอริช ดังนั้นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มกองกำลังผู้จงรักภักดีอาสาสมัครแห่งไอร์แลนด์เหนือ (LVE) มักเป็นนักการเมืองชาวคาทอลิก(Catholic) ประชาชนพลเรือนและนักการเมืองโปรแตสแตนท์ โดยเฉพาะผู้ที่ยอมรับกระบวนการสันติภาพในไอร์แลนด์เหนือ
2.4 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติไอริช (Irish National Liberation Army : INLA)
กองกำลังติดอาวุธแห่งพรรคสังคมนิยมสาธารณรัฐไอริชได้ปฏิบัติการในพื้นที่เขตเมืองในไอร์แลนด์เหนือ(INLA) เป็นกลุ่มขนาดเล็กแต่มีความแข็งแกร่ง โดยเป็นกลุ่มที่เป็นปรปักษ์กับกลุ่มกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (IRA)
2.5 กองพลน้อยแดงอิตาลี (Red Brigades : RB)
กลุ่มกองพลน้อยแดงเป็นกลุ่มที่นิยมแนวทางมาร์กซิสต์และเลนิน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแบ่งแยกประเทศอิตาลีออกจากการเป็นพันธมิตรตะวันตก กลุ่มกองพลน้อยแดงก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 โดยพัฒนามาจากขบวนการนักศึกษา ซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างโดดเด่นในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ1980
2.6 แนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเคอร์สิกา (National Liberation Front Corsica : FLNC)
กลุ่มแนวหน้าปลดปล่อยแห่งชาติเคอร์สิกา (FLNC) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองเคอร์สิกาของประเทศฝรั่งเศส โดยต่อสู้กับรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อเรียกร้องเอกราช ปฏิบัติการโจมตีของกลุ่ม FLNC มุ่งเป้าไปที่เมืองเคอร์สิกาและเมืองอื่นๆของฝรั่งเศสที่ติดกับทะเลเมดิเตอu3619 .์เรเนียน อาทิ เมือง Marseille เมือง Nice และเมือง Toulon แต่ไม่ได้เข้าไปโจมตีในผืนแผ่นดินใหญ่ของประเทศฝรั่งเศสแต่อย่างใด แหล่งเงินทุนของกลุ่ม FLNC ส่วนมากมาจากการปล้นธนาคาร การขู่กรรโชกทรัพย์โดยเรียกเก็บภาษีและอาชญากรรมประเภทต่างๆ จากประชาชน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 1980 และตอนต้นของศตวรรษที่ 1990 การเป็นปรปักษ์กันเองทางการเมืองภายในกลุ่ม FLNC ได้นำไปสู่การแตกแยก และในที่สุดก็แตกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ในระยะเริ่มต้นคือ กลุ่ม Canal Historique และกลุ่ม Canal Habitual ต่อมาภายหลังจึงแตกออกเป็นกลุ่มติดอาวุธต่างๆ อาทิ กลุ่ม Resistenza กลุ่ม Fronte Ribellee กลุ่ม Fronte Arms Revolutionary Corse และอื่นๆอีกมากมาย ในปี พ.ศ. 2542 กลุ่ม Canal Historique ได้รวมเข้ากับกลุ่มใต้ดินบางกลุ่มและเรียกชื่อกลุ่มว่า FLNC อีกครั้งนับจากการก่อตั้งกลุ่ม FLNC และองค์กรติดอาวุธอื่นๆ ในพื้นที่เขตเมืองเคอร์สิกา ได้ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 220 คน จากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ธนาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว อาคารสำนักงานตำรวจและทหาร ตลอดจนเป้าหมายทางสัญลักษณ์อื่นๆของพื้นที่ที่เรียกว่า รัฐอาณานิคม (Colonial State ) ในพื้นที่เขตเคอร์สิกา
2.7 กลุ่มปฏิวัติประชาชนแห่งกรีซ (Revolutionary People Struggle (ELA) of Greece )
กลุ่มปฏิวัติประชาชนแห่งกรีซ (ELA) เป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัดที่พัฒนามาจากกลุ่มต่อต้านคณะทหารที่ยึดการปกครองประเทศกรีซ นับจากปี พ.ศ. 2510 ถึงปี พ.ศ. 2517 กลุ่ม ELA ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2514 โดยมีอุดมการณ์ต่อต้านแนวคิดทุนนิยมและจักรวรรดินิยม ซึ่งต่อต้านการครอบงำ การเอารัดเอาเปรียบและการกดขี่ข่มเหง กลุ่ม ELA เป็นกลุ่มที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาแบบสุดขั้ว และพยายามเรียกร้องถอดถอนกองกำลังทหารของสหรัฐให้ออกไปจากประเทศกรีซ นับจากปี พ.ศ. 2517 กลุ่ม ELA ได้ปฏิบัติการโจมตีโดยระเบิดเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกรีซ รวมถึงทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกา เชื่อกันว่ากลุ่ม ELA มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มชาวกรีซอื่นๆ เช่น May 1, Revolutionary Solidarity โดยที่ในปี พ.ศ. 2534 กลุ่ม ELA และ May 1 ได้ร่วมมือกันวางระเบิดถึง 20ครั้ง
การก่อการร้ายในสหรัฐฯ โดยการใช้เครื่องบินโดยสารเข้าชนตึกระฟ้าแฝด World Trade Center ในนครนิวยอร์กและอาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เป็นการตอกย้ำถึงภยันตรายที่คุกคามทั่วโลก และทำให้เครือข่ายก่อการร้าย Al Qaida และผู้นำ คือนาย Osama bin Laden เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นั้น ยังไม่มีการโจมตีในสหรัฐอเมริกาอีก แต่กลับไปมีการโจมตีครั้งใหญ่หลายครั้งในยุโรป ที่เด่นชัดคือ การวางระเบิดขบวนรถไฟในสเปนเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 และการวางระเบิดระบบขนส่งมวลชนในอังกฤษในปีต่อมา จากนั้นในปี พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ของอังกฤษและของสหรัฐสามารถทำลายแผนการวางระเบิดเครื่องบินโดยสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างอังกฤษกับสหรัฐหลายเที่ยวบิน กล่าวได้ว่าภูมิภาคยุโรปกำลังถูกคุกคามจากการก่อการร้ายมากขึ้น เนื่องจากชาวยุโรปมุสลิมแนวแข็งกร้าวไม่มีผู้นำ คนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายเอเชียใต้ เอนเอียงเข้าข้าง Al Qaida โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเครือข่ายก่อการร้ายดังกล่าวนี้หรือไม่ นอกเหนือจากเครือข่าย Al Qaidaของนายบิน ลาเดนแล้ว ยังมีกลุ่มก่อการร้ายอีก 6 กลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับนายบิน ลาเดน ได้แก่ อาทิ กลุ่มอิสลามิก ญิฮัด ของอียิปต์ ขบวนการอิสลามอุซเบกิสถาน กลุ่มกัมมา อัล-อิสลามิยาแห่งอียิปต์ กลุ่มอิสลามติดอาวุธแอลจีเรีย กลุ่มฮารากัต อัล-มูจาฮีดีน ในอัฟกานิสถานและปากีสถาน กลุ่มอาบูเซยาฟ ในฟิลิปปินส์ และกลุ่มเจมาห์-อิสลามิยาห์ จากการลอบวางระเบิดที่บาหลี อินโดนีเซีย
สำหรับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ได้แก่ กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกชาวทมิฬในศรีลังกา กลุ่มแบ่งแยกดินแดนบาสก์ กลุ่มกองกำลังเพื่อปฏิรูปโคลัมเบีย (FARC) กองกำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพโคลัมเบีย(ELN) และกลุ่มพรรคแรงงานเคิร์ด (PKK) เป็นต้น
แนวโน้มการก่อการร้ายมีความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเห็นได้ตั้งแต่ก่อนที่สงครามเย็นจะยุติ แต่เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว ลักษณะการก่อการร้ายมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2 ทศวรรษก่อนการยุติของสงครามเย็นนั้น การก่อการร้ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมือง และเรื่องของกลุ่มที่เชื่อมั่นในเรื่องของการปฏิวัติทางสังคมที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ ซึ่งผันตนจากแนวทางของสงครามกองโจรในชนบทไปสู่สงครามกองโจรในเมือง และบางส่วนก็ก้าวไปสู่แนวทางของสงครามกองโจรระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงที่การก่อการร้ายขยายตัวในยุคสงครามเย็นนั้น ได้มีการปฏิบัติการรุนแรงขึ้น และเป็นเรื่องที่นักชาตินิยมแบ่งแยกดินแดนหันไปใช้ความรุนแรงโดยกระทำต่อรัฐบาลเป้าหมาย นอกจากนี้การก่อการร้ายในอีกลักษณะหนึ่งของยุคสงครามเย็นเป็นเรื่องของการก่อการร้ายโดยรัฐ ซึ่งอาจมี 2 ความหมาย ได้แก่ การที่รัฐใช้กลไกรัฐเข้าจัดการกับกลุ่มการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ โดยปฏิบัติการที่ขึ้นอยู่ในรูปของการใช้ความรุนแรงเข้าจัดการอย่างลับๆ ซึ่งลักษณะของการก่อการร้ายโดยรัฐในการเมืองภายในเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประวัติศาสตร์การเมืองในหลายประเทศ
แต่อีกด้านหนึ่งของการก่อการร้ายโดยรัฐเป็นเรื่องของการที่รัฐใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้รัฐเป้าหมาย อาทิ กรณีที่บางประเทศในตะวันออกกลางให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มก่อการร้าย และใช้กลุ่มเหล่านี้ออกปฏิบัติการแทนตนในลักษณะของ “สงครามตัวแทน” (Proxy war) เช่นเดียวกับการก่อความไม่สงบในสงครามที่เกิดขึ้นในชนบทของประเทศโลกที่สามที่มีรัฐมหาอำนาจอยู่เบื้องหลังในฐานะของการเป็นผู้สนับสนุนทั้งทางการเงินและอาวุธ
การก่อการร้ายในยุคหลังสงครามเย็นเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่มุ่งประสงค์ในลักษณะการทำลายขนาดใหญ่ ดังเช่นในกรณีวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ที่อาคารเวิร์ลเทรด ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนกว่า 3,000 คน จาก 80 ประเทศ และทิศทางของการทำลายขนาดใหญ่ได้กลายเป็นแนวโน้มหลังของการก่อการร้ายในยุคหลัง 11 กันยายน อาทิ กรณีระเบิดในบาหลี และการจี้ตัวประกันในโรงละครมอสโก เป็นต้น
ดังนั้นหากสรุปเหตุการณ์จากอดีต จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการก่อการร้ายในอนาคตจะปรากฏในรูปแบบทิศทางดังต่อไปนี้ ประการแรก การก่อการร้ายในอนาคตจะมีลักษณะของการทำลายล้างขนาดใหญ่ ประการที่สอง การก่อการร้ายในอนาคตอาจมีลักษณะเป็นSuper Terrorism เช่น อาจมีการใช้อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูงในวงกว้าง ประการที่สาม การก่อการร้ายในอนาคตอาจมีการมีการใช้อาวุธที่มีอำนาจการทำลายล้างสูง ในลักษณะจำกัด และประการสุดท้าย การก่อการร้ายมีแรงจูงใจจากปัญหาทางศาสนา ความเกลียดชัง จนนำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่ง อันจะนำไปสู่แนวคิดของการทำลายล้างขนาดใหญ่
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)